4 เหตุผลที่องค์กรขนาดกลางและเล็กควรจัด Outplacement service ให้กับพนักงาน

กลุ่มบริษัทขนาดกลางทั่วโลกจะมีบทบาทอย่างมากในการฟื้นฟูเศรษฐกิจโลก เมื่อสถานการณ์โรคระบาดนั้นคลี่คลายลง จากการประมาณการ บริษัทระดับกลางคิดเป็นเพียงสามเปอร์เซ็นต์ของธุรกิจทั้งหมดในสหรัฐอเมริกา อย่างไรก็ตาม กลุ่มบริษัทขนาดกลางนี่แหละที่เป็นตัวสร้าง GDP ประมาณหนึ่งในสามของภาคเอกชน

แต่การที่กิจการของบริษัทขนาดกลางจะฟื้นตัวกลับขึ้นมาได้นั้น บริษัทเหล่านั้นต้องผ่านช่วงเวลาแห่งความเจ็บปวดให้ได้เสียก่อน จากการสำรวจโดย National Center for the Middle Market หรือ NCCM พบว่า 40% ของผู้บริหารในธุรกิจระดับกลางเชื่อว่าโรคระบาดจะยังคงกระทบต่อผลกำไรอย่างมีนัยยะสำคัญในปีนี้ แม้ว่าการสูญเสียรายได้ และสูญเสียเสียตำแหน่งงานจะลดลง แต่ NCCM คาดว่าในปี 2021 จะเป็นปีที่ทุกอย่างจะยังไม่ดีขึ้น

นั่นหมายความว่าบริษัทขนาดกลาง ที่มีรายได้อยู่ระหว่าง 50 – 300 ล้านบาท  ต้องรับมือกับการเลิกจ้าง และในขณะที่กลุ่มบริษัทขนาดใหญ่มีประสบการณ์บริหารการนำพนักงานออกจากองค์กรนั้น การบอกเลิกจ้างพนักงานในกลุ่มบริษัทขนาดกลางอาจมีผลลัพธ์ที่คล้ายกับผลลัพธ์ที่ได้ในกลุ่มบริษัทขนาดใหญ่น้อยมาก

จริง ๆ แล้วการเลิกจ้างพนักงานไม่ใช่เรื่องง่าย การที่ลูกจ้างเพียงหนึ่งคนออกจากองค์กรสามารถส่งผลกระทบอย่างมีนัยยะสำคัญกับธุรกิจใดก็ได้ โดยที่ไม่ต้องคำนึงถึงขนาดขององค์กร จึงเป็นเรื่องสำคัญอย่างยิ่งที่กลุ่มบริษัทขนาดกลางต้องมีกลยุทธ์และพาร์ทเนอร์สำหรับการบอกเลิกจ้างเพื่อให้มั่นใจว่ามีการปกป้องศักดิ์ศรีของทั้งฝ่ายลูกจ้างและตัวบริษัท


อะไรคือบริการ Outplacement และทำไมองค์กรถึงควรหยิบยื่นบริการนี้ให้กับพนักงาน?

Outplacement คือบริการที่ถูกเสนอให้พนักงานที่สูญเสียหรือกำลังจะสูญเสียงาน โดยช่วยให้พวกเขาได้ค้นหาอาชีพใหม่ได้อย่างรวดเร็ว ซึ่งบริการ Outplacement อาจรวมไปถึงการได้งานในตำแหน่งใหม่ที่องค์กรเดิม ได้งานที่ใกล้เคียงกับตำแหน่งเดิมในอุตสาหกรรมเดียวกัน หรือการเข้ารับการอบรมเพื่อค้นหาอาชีพใหม่โดยพนักงานบางส่วนอาจเลือกที่จะเกษียณหรือทำธุรกิจส่วนตัว บริการ Outplacement ของ LHH Thailand แบบพื้นฐานจะประกอบด้วย การโค้ชด้านอาชีพ การเขียนเรซูเม่ เตรียมการสัมภาษณ์งานและการเจรจาต่อรองเงินเดือน การพัฒนาทักษะ การเตรียมเอกสารอ้างอิงให้กับผู้จ้างงาน และการค้นหางานในเป้าหมายที่ต้องการมาเสนอให้


นี่คือ 4 เหตุผลที่ว่า ทำไมคุณถึงต้องพิจารณาเสนอโปรแกรม Outplacement ให้กับพนักงาน

 

  1. เพื่อรักษาแบรนด์และชื่อเสียงขององค์กร

สื่อสังคมออนไลน์ทำให้ทุกคนแบ่งปันมุมมองของพวกเขาให้กับคนนับพันได้เพียงเสี้ยววินาที ประสบการณ์เชิงลบที่ถ่ายทอดให้คนส่วนมากรับรู้ก่อให้เกิดความเสียหายต่อแบรนด์ของนายจ้างและแบรนด์ของคู่ค้า ไม่ว่าจะเป็นในระดับองค์กรข้ามชาติขนาดใหญ่ หรือจะเป็นองค์กรระดับกลาง อย่างไรก็ตามด้วยเหตุผลเดียวกัน ประสบการณ์เชิงบวกและความคิดเห็นต่าง ๆ ยังสามารถถูกแบ่งปันและเข้าถึงได้ด้วยความเร็วแบบชั่วพริบตา การให้ความสนับสนุนแก่พนักงานที่ต้องสูญเสียงาน และพนักงานที่ยังคงเหลืออยู่ จะช่วยป้องกันและช่วยเพิ่มชื่อเสียงทางการตลาดขององค์กรระดับกลางได้

 

2. การทำ Outplacement เป็นโอกาสที่ดีในการปรับทักษะใหม่

ด้วยปัญหาการขาดแคลนแรงงานที่มีทักษะทั่วโลก การปรับทักษะได้กลายเป็นสิ่งสำคัญอันดับแรกต่อนายจ้างทั่วโลก เนื่องจากพวกเขากำลังมองหาพนักงานเข้ามาเติมเต็มช่องว่างทางทักษะภายในองค์กร ในทำนองเดียวกันโปรแกรม Outplacement เป็นการปรับทักษะเพื่อลดระยะเวลาการว่างงานของผู้ที่ไม่ได้สมัครใจลาออกจากองค์กร กลุ่มบริษัทขนาดกลางที่ลงทุนทำ Reskill ให้กับพนักงานที่ถูกบอกเลิกจ้างและกับพนักงานที่ยังอยู่กับองค์กร นอกจากจะป้องกันชื่อเสียงของแบรนด์ในฐานะองค์กรในฝันหรือ Employer of Choice ได้แล้ว ยังทำให้ได้พนักงานใหม่อย่างรวดเร็วด้วยต้นทุนการจ้างงานต่อหัวที่ต่ำกว่าอีกด้วย พนักงานผู้ตอบรับการทำ Reskill ซึ่งเป็นส่วนหนี่งของโปรแกรม Outplacement ได้งานใหม่ที่รวดเร็วกว่าการหางานด้วยตนเองถึง 65 เปอร์เซนต์

 

3. ลดความเสี่ยงและค่าใช้จ่ายทางกฎหมาย

ค่าเสียหายตามฏกหมายของการบอกเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรมสามารถเรียกร้องได้ในอัตราที่สูงมากต่อกรณี ไม่ว่าจะเป็นองค์กรในระดับใดก็ตาม เพียงเท่านี้ก็น่าจะเป็นกรณีที่น่าสนใจให้ธุรกิจและองค์กรต่าง ๆ เสนอบริการ Career Transition หรือ บริการสานต่ออาชีพแก่พนักงาน เพราะจากการสำรวจในปี 2020 กว่า 70 เปอร์เซนต์ของนายจ้างที่ต้องปลดพนักงานออก ใช้โปรแกรม Outplacement เพื่อลดความเสี่ยงในการถูกดำเนินการด้านกฎหมายโดยเฉพาะ การศึกษาในหัวข้อคล้าย ๆ กันพบว่า 72 เปอร์เซนต์ของนายจ้างก็ใช้บริการ Outplacement เพื่อบอกเลิกจ้างพนักงาน มากไปกว่านั้นด้วยการทำ Outplacement คิดเป็นเศษเสี้ยวของต้นทุนโดยรวมของแพ็คเกจชดเชยการบอกเลิกจ้าง ซึ่งเป็นส่วนเดียวที่ให้ผลตอบแทนจากการลงทุนที่แท้จริง

 

4. ปรับปรุงขวัญกำลังใจ แรงจูงใจ และผลงานของพนักงาน

พนักงานที่ไม่ถูกบอกเลิกจ้างหรือพนักงานที่ยังคงอยู่กับองค์กรขนาดกลาง อาจได้รับผลกระทบกับการบอกเลิกจ้างเป็นอย่างมาก เพราะความสัมพันธ์ในบริษัทขนาดกลางมักมีความรู้สึกร่วมกัน ไม่ว่าจะเป็นในเรื่องของความไม่มั่นคง ความวิตกกังวล และภาวะกำลังใจถดถอย การที่ได้เห็นเพื่อนร่วมงานถูกปล่อยให้ออกจากองค์กรโดยปราศจากความช่วยเหลือใด ๆ ทำให้เกิดความกลัวควบคู่ขึ้นมาว่า พวกเขา “อาจะเป็นรายต่อไป” ความรู้สึกแบบนี้สามารถส่งผลเสียต่อความคิดเห็นของพวกเขาต่อองค์กรพร้อมกับบั่นทอนประสิทธิภาพและการมีส่วนรวมต่อบริษัท พาร์ทเนอร์หรือบริษัทที่ให้บริการ Career Transition นั้นมีทางออกในการช่วยเหลือ “ผู้อยู่รอด” ในบริษัทขนาดกลางให้สามารถรักษาสมาธิในการทำงานหลังจากการเกิดการบอกเลิกจ้างได้

 

สาระสำคัญ

การบริหารการบอกเลิกจ้างอย่างไร้ประสิทธิภาพนั้นส่งผลเสียกับทุกฝ่าย ทั้งกับฝ่ายพนักงานที่ต้องจากไป กับองค์กร และกับฝ่ายพนักงานที่ยังอยู่กับองค์กร สิ่งนี้เป็นเรื่องที่มีความสำคัญอย่างยิ่งกับบริษัทขนาดกลางที่มักจะมองพนักงานเป็นคนในครอบครัวมากกว่าเป็นฟันเฟืองของเครื่องจักร

เมื่อไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากการบอกเลิกจ้าง จึงเป็นเรื่องที่สมเหตุสมผลในการทำธุรกิจที่จะขอรับความช่วยเหลือจากบริษัทที่มีประสบการณ์ด้าน Career Transitions หรือ บริการเปลี่ยนผ่านทางอาชีพ เพราะผลลัพธ์ของการไม่ไม่ทำอะไรเลยนั้นอาจมากเสียจนทำอะไรไม่ได้อีกต่อไป

 

สอบถามบริการ Outplacement – Career Transition และ Notification Training (โปรแกรมสอนการบอกเลิกจ้าง)
ได้ที่: 02-653-5040 และ [email protected] หรือ [email protected]

บทความจาก: LHH Artilces
บรรณาธิการโดย: Lakkana Srisawat (Coach and Senior Consultant)

[1] นิยาม SME ปี 63, https://mgronline.com/smes/detail/9630000004850