การเปลี่ยนผ่านกำลังคนไม่ได้จบลงในวันสุดท้ายของการทำงาน

Published on
Written by

หลายองค์กรให้ความสำคัญกับ “วันประกาศ” มากเป็นพิเศษ มีทั้งการประชุมที่หลายรอบ วางแผนการสื่อสาร เตรียมเอกสาร ตรวจสอบข้อกฎหมายและกำหนดลำดับขั้นตอนอย่างรอบคอบเพราะไม่มีใครอยากให้วันนั้นเกิดข้อผิดพลาด แต่เมื่อการประกาศจบลงพนักงานต่างก็ทยอยเก็บของและทุกคนกลับเข้าสู่การทำงาน หลายองค์กรกลับมองว่าภารกิจได้สิ้นสุดลงแล้วแต่ความจริงกลับตรงกันข้าม สำหรับพนักงานจำนวนมากการเปลี่ยนผ่านเพิ่งเริ่มต้น

การเปลี่ยนผ่านกำลังคน (Workforce Transition) ไม่ได้สิ้นสุดเมื่อพนักงานออกจากองค์กร เพราะผลของการตัดสินใจในวันนั้นยังคงดำเนินต่อไปผ่านความรู้สึกของพนักงาน บรรยากาศในการทำงานและเรื่องราวที่ถูกส่งต่อออกไปนอกองค์กร สิ่งที่เกิดขึ้นหลังวันประกาศต่างหากที่มักกำหนดว่าคนจะจดจำองค์กรนี้อย่างไร

การเปลี่ยนแปลงจบลงแต่ความรู้สึกยังไม่จบ

การปรับโครงสร้างอาจจะใช้เวลาเพียงไม่กี่สัปดาห์แต่ผลของมันจะอยู่กับองค์กรไปอีกหลายปี พนักงานที่ยังอยู่ไม่ได้ประเมินองค์กรจากคำประกาศหรืออีเมลที่ส่งในวันนั้นเพียงอย่างเดียว แต่พวกเขามองภาพรวมทั้งหมดตั้งแต่วิธีที่องค์กรสื่อสาร ความชัดเจนของเหตุผล ความเป็นธรรมของกระบวนการตลอดไปจนถึงวิธีที่องค์กรดูแลเพื่อนร่วมงานที่ต้องจากไป

หลายครั้งสิ่งเหล่านี้กลายเป็นคำตอบของคำถามที่ไม่มีใครพูดออกมาตรง ๆ “ถ้าวันหนึ่งเป็นเราองค์กรจะปฏิบัติกับเราแบบเดียวกันหรือไม่” คำถามนี้ส่งผลต่อความไว้วางใจมากกว่าที่หลายองค์กรคิด และเมื่อความไว้วางใจเปลี่ยน พฤติกรรมของคนก็เปลี่ยนตาม บางคนเลือกทำงานอย่างระมัดระวังมากขึ้น บางคนหยุดเสนอความคิดเห็น บางคนเริ่มมองหาโอกาสใหม่แม้จะไม่ได้เป็นผู้ได้รับผลกระทบโดยตรง นี่คือผลกระทบที่ไม่ปรากฏอยู่ในรายงานแต่เกิดขึ้นจริงภายในองค์กร

เรื่องเล่าของอดีตพนักงานคือภาพลักษณ์ขององค์กรในอนาคต

เมื่อพนักงานออกจากองค์กรความสัมพันธ์ไม่ได้สิ้นสุดลง พวกเขาพาประสบการณ์ติดตัวออกไปด้วย ประสบการณ์นั้นอาจกลายเป็นบทสนทนากับเพื่อนร่วมวิชาชีพ รีวิวบนแพลตฟอร์มหางาน การเล่าต่อบนโซเชียลมีเดียหรือคำแนะนำที่ส่งต่อให้คนรู้จักที่กำลังตัดสินใจสมัครงาน เรื่องเล่าเหล่านี้ไม่ได้ถูกสร้างขึ้นจากนโยบายขององค์กรแต่เกิดจากสิ่งที่ผู้คนรู้สึกว่าตนเองได้รับ Employer Brand จึงไม่ได้ถูกสร้างขึ้นจากแคมเปญสื่อสารเพียงอย่างเดียว แต่เกิดจากประสบการณ์จริงโดยเฉพาะในวันที่องค์กรต้องตัดสินใจเรื่องที่ยากที่สุด องค์กรอาจจะควบคุมทุกความคิดเห็นไม่ได้แต่สามารถเลือกได้ว่าจะสร้างประสบการณ์แบบไหนให้คนจดจำ

มองให้ไกลกว่าวันที่ทุกอย่างจบ

หลายองค์กรประเมินความสำเร็จของ Workforce Transition จากการที่ทุกอย่างดำเนินไปตามแผน ไม่มีข้อพิพาท ไม่มีปัญหาทางกฎหมายและธุรกิจยังเดินหน้าต่อได้ ทั้งหมดล้วนเป็นตัวชี้วัดที่สำคัญแต่หากมองในระยะยาวยังมีอีกคำถามหนึ่งที่ควรถูกหยิบขึ้นมาตั้งแต่ก่อนเริ่มกระบวนการ

สิ่งที่เรากำลังทำ จะส่งผลต่อความไว้วางใจในอีก 1–3 ปีข้างหน้าอย่างไร

คำถามนี้ทำให้มุมมองของการเปลี่ยนผ่านเปลี่ยนไปทันที องค์กรจะเริ่มคิดถึงผลกระทบต่อทีมที่ยังอยู่ ความสามารถในการดึงดูดคนเก่ง ความสัมพันธ์กับลูกค้าและชื่อเสียงที่องค์กรต้องใช้เวลาอีกหลายปีในการสร้าง Workforce Transition จึงไม่ใช่เพียงการบริหารต้นทุน แต่เป็นการบริหารความสัมพันธ์ระหว่างองค์กรกับผู้คนในช่วงเวลาที่เปราะบางที่สุด Workforce Transition ที่ดีไม่ได้วัดจากวันประกาศ เพราะองค์กรที่มองการเปลี่ยนผ่านในระยะยาวจะไม่ถามแค่ว่า “เราทำถูกต้องหรือไม่” แต่จะถามว่า

“เมื่อเวลาผ่านไปคนจะยังเชื่อมั่นในองค์กรนี้หรือไม่”

เพราะในท้ายที่สุดสิ่งที่คนจดจำไม่ใช่รายละเอียดของแผนการปรับโครงสร้าง แต่คือวิธีที่องค์กรปฏิบัติต่อพวกเขาในวันที่ทุกอย่างไม่ง่ายเหมือนเดิม และนั่นคือเหตุผลที่ Workforce Transition ไม่ควรถูกมองเป็นเพียงกระบวนการของ HR หากเป็นการตัดสินใจเชิงกลยุทธ์ที่ส่งผลต่อวัฒนธรรม ความน่าเชื่อถือและอนาคตขององค์กรในระยะยาว การวางแผนที่ดีจึงไม่ใช่การทำให้วันประกาศผ่านไปอย่างราบรื่นเท่านั้นแต่คือการทำให้หลังจากวันนั้นองค์กรยังคงได้รับความไว้วางใจจากผู้คนที่เคยร่วมเดินทางด้วยกัน