ความท้าทายที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของผู้นำและฝ่ายทรัพยากรบุคคล ไม่ใช่ช่วงเวลาที่ธุรกิจกำลังเติบโตอย่างก้าวกระโดดหรือกำลังเก็บเกี่ยวผลกำไร แต่คือวินาทีที่ต้องตัดสินใจ ปรับโครงสร้างองค์กร เพื่อเผชิญหน้ากับความเปลี่ยนแปลงของตลาด การเข้ามาของเทคโนโลยี หรือความจำเป็นในการเพิ่มประสิทธิภาพการแข่งขันในหน้างานจริง
หลายครั้งเมื่อผู้บริหารพูดถึงคำว่า Restructure ภาพจำแรกๆ มักหนีไม่พ้นเรื่องของแผนภาพโครงสร้างใหม่ การโยกย้ายแผนก หรือการตัดงบประหยัดต้นทุน ทว่าในความเป็นจริงแล้ว การ Restructure ที่ดี จะสำเร็จหรือล้มเหลวไม่ได้วัดกันที่ตัวเลขบนแผ่นกระดาษหรือการคำนวณผลลัพธ์ทางการเงินในห้องประชุม หากแต่วัดกันที่ความลึกซึ้งในกระบวนการบริหารจัดการ “ผู้คน” เพราะวิธีที่องค์กรปฏิบัติต่อพนักงานในวันที่ต้องเผชิญกับสถานการณ์ที่กลืนไม่เข้าคายไม่ออก คือสิ่งที่จะติดอยู่ในใจของพนักงานและสะท้อนเนื้อแท้ขององค์กรไปตลอด “การปรับโครงสร้างที่ดี ไม่ใช่แค่เรื่อง Business Strategy แต่คือการบริหาร ‘คน’ ในวันที่ยากที่สุด”
ทำไมการ Restructure Organization ถึงไม่ใช่แค่เรื่องของการลดจำนวนคน?
หนึ่งในความเข้าใจผิดที่พบบ่อยที่สุดคือการมองว่าการทำกลยุทธ์เปลี่ยนผ่านเป็นเพียงสมการคณิตศาสตร์ เมื่อตำแหน่งงานเกิดภาวะ Redundancy หรือมีความซ้ำซ้อนจากกระบวนการทำงานที่กระชับขึ้น สิ่งที่ตามมาคือความจำเป็นที่ต้อง บอกเลิกจ้างพนักงาน เพื่อให้สอดคล้องกับทิศทางใหม่ แต่ทว่าสิ่งที่หลายองค์กรคาดไม่ถึงคือ ผลกระทบ ที่เกิดขึ้นทันทีหลังวันประกาศสิ้นสุดลง
หากปราศจากการเตรียมการที่ดี สิ่งที่จะพังทลายลงไม่ใช่แค่ตำแหน่งงานเดิม แต่เป็นความเชื่อมั่นของพนักงาน บรรยากาศในการทำงานร่วมกัน ภาพลักษณ์แบรนด์นายจ้าง (Employer Brand) รวมไปถึงความไว้วางใจที่พนักงานมีต่อผู้บริหาร เพราะพนักงานที่ยังอยู่จะคอยเฝ้าดูอย่างเงียบๆ ว่าองค์กรปฏิบัติต่อเพื่อนร่วมงานของพวกเขาอย่างไรในนาทีสุดท้าย และนั่นจะเป็นตัวกำหนดว่าพวกเขาจะยังทุ่มเทให้องค์กรต่อไป หรือจะเริ่มมองหาบ้านหลังใหม่ที่ปลอดภัยกว่า
4 เรื่องสำคัญที่ HR และผู้บริหารต้องเตรียมความพร้อมก่อนวันประกาศจริง
อย่างไรก็ตาม การปรับโครงสร้างองค์กรที่ดีไม่ได้เกิดขึ้นจากการตัดสินใจเพียงครั้งเดียว แต่เกิดจากการเตรียมความพร้อมในหลายมิติไปพร้อมกัน หลายองค์กรให้ความสำคัญกับการออกแบบโครงสร้างใหม่ วางแผนต้นทุน หรือกำหนดเป้าหมายทางธุรกิจในอนาคต แต่สิ่งที่มักถูกมองข้ามคือการเตรียมความพร้อมสำหรับผู้คนที่ต้องอยู่กับการเปลี่ยนแปลงนั้น เพราะในความเป็นจริงแล้ว ความสำเร็จของการ Restructure ไม่ได้วัดจากวันที่องค์กรประกาศแผนใหม่ แต่มักถูกตัดสินจากสิ่งที่เกิดขึ้นก่อนและหลังวันประกาศมากกว่า
องค์กรที่สามารถบริหาร Workforce Transition ได้อย่างมีประสิทธิภาพ มักไม่ได้มุ่งเน้นเพียงการจัดการโครงสร้าง แต่ให้ความสำคัญกับการวางแผน การสื่อสาร และการดูแลผู้คนอย่างรอบด้าน ก่อนถึงวันประกาศจริง จึงมี
4 เรื่องสำคัญที่ HR และผู้บริหารควรเตรียมความพร้อมร่วมกัน
1.Strategy: คิดเรื่องคนตั้งแต่เริ่มต้นกระบวนการ
กลยุทธ์ทางบุคลากรต้องถูกนำมาคำนวณควบคู่ไปกับแผนธุรกิจตั้งแต่ Day 1 ไม่ใช่ปล่อยให้ฝ่ายบริหารเคาะโมเดลธุรกิจเสร็จสิ้นแล้วโยนโจทย์มาให้ HR หา วิธีการเลิกจ้าง หรือจัดการผลกระทบในภายหลัง การคิดเชิงกลยุทธ์ตั้งแต่ต้นจะช่วยให้องค์กรเห็นภาพรวมและสามารถประเมินขีดความสามารถของคนได้อย่างรอบคอบก่อนตัดสินใจ
2.Selection Process: กระบวนการคัดเลือกที่โปร่งใสและอธิบายได้
เมื่อต้องเลือกผู้ที่จะอยู่ต่อหรือผู้ที่ต้องจากไป เกณฑ์การคัดเลือกต้องชัดเจน มีมาตรฐานทางวิชาชีพ รองรับด้วยตัวชี้วัดผลงาน (KPIs) หรือศักยภาพที่แท้จริง ไม่ใช่ใช้ความรู้สึกส่วนตัว กระบวนการที่เป็นธรรมนี้จะช่วยปกป้ององค์กรจากการฟ้องร้องทางกฎหมาย และช่วยอธิบายให้พนักงานเข้าใจถึงเหตุผลความจำเป็นอย่างตรงไปตรงมา
3.Communication: การเตรียมพร้อมผู้จัดการและหัวหน้างาน
คำถามสำคัญที่มักตกหล่นคือ ใครมีหน้าที่บอกเลิกจ้าง? แน่นอนว่า HR เป็นผู้ดูแลระบบ แต่คนที่มีอิทธิพลต่อความรู้สึกของพนักงานมากที่สุดคือ Line Manager หรือหัวหน้างานสายตรง สิ่งที่องค์กรพลาดบ่อยคือ หัวหน้างานไม่พร้อมตอบคำถาม ไม่มี FAQ หรือ Guideline คอยประคับประคอง ทำให้การสื่อสารออกมาในรูปแบบของการสาด “ข้อมูลดิบ” แต่ไม่ได้เยียวยาหรือดูแล “ความรู้สึก” ของคนที่เผชิญหน้าเลยแม้แต่น้อย
4.Transition Support: แผนรองรับที่ครอบคลุมพนักงานทุกกลุ่ม
การดูแลต้องครอบคลุมทั้งสองฝั่งอย่างเท่าเทียม ฝั่งพนักงานที่ยังอยู่ต่อ ต้องได้รับการเยียวยาความรู้สึก ลดความหวาดระแวง และสร้างความมั่นใจในอนาคต ส่วนฝั่งของพนักงานที่ โดนบอกเลิกจ้าง ต้องได้รับการดูแลและส่งต่ออาชีพอย่างสมเกียรติ เพื่อไม่ให้พวกเขารู้สึกเหมือนถูกทิ้งไว้ลำพังในวันที่มืดมนที่สุด
ยกระดับการเปลี่ยนผ่านสู่ความยั่งยืนด้วยแนวคิด Workforce Transition
การบริหารจัดการจัดการแรงงานในยุคปัจจุบันไปไกลกว่าแค่การจ่ายเงินชดเชยตามกฎหมายกำหนดแล้วเสร็จ แต่มันคือการสร้างความรับผิดชอบร่วมกันผ่านระบบ Workforce Transition ที่มีประสิทธิภาพ การที่องค์กรยื่นมือเข้ามาช่วยประคับประคองพนักงานในช่วงรอยต่อของชีวิต ถือเป็นสะพานเชื่อมสำคัญที่เปลี่ยนความขมขื่นให้เป็นความเข้าใจ
หนึ่งในคำถามสำคัญที่ HR ยุคใหม่ต้องทำการบ้านและหาคำตอบร่วมกันคือ หลังเลิกจ้าง ควรรู้อะไรบ้าง พนักงานจะไปพึ่งพาแหล่งทุนไหน สิทธิประโยชน์ว่างงานจากประกันสังคมขออย่างไร และที่สำคัญที่สุดคือ พวกเขาจะกลับเข้าสู่ตลาดงานได้อย่างไรในเวลาที่สั้นที่สุด สิ่งเหล่านี้คือจุดเริ่มต้นของการนำเครื่องมือและโปรแกรมสนับสนุนเข้ามาประยุกต์ใช้เพื่อสร้างทางออกร่วมกัน
Outplacement คืออะไร? กุญแจสำคัญที่เปลี่ยนวิกฤตให้เป็นโอกาสใหม่
สำหรับในประเทศไทย หลายคนอาจจะยังมีข้อสงสัยว่า Outplacement คืออะไร? และทำไมแบรนด์ระดับโลกถึงให้ความสำคัญกับสิ่งนี้เป็นอย่างมาก แต่ถ้าหากอธิบายเชิงกลยุทธ์ บริการ Outplacement คือการให้คำปรึกษา แนะนำ และฝึกอบรมพนักงานที่ต้องพ้นสภาพการจ้างงานอันเนื่องมาจากการปรับเปลี่ยนโครงสร้างองค์กร โดยมุ่งเน้นไปที่การเตรียมความพร้อมด้านจิตใจ การปรับปรุงเรซูเม่ การฝึกซ้อมสัมภาษณ์งาน ตลอดจนการเชื่อมโยงเครือข่ายเพื่อให้พวกเขาได้พบกับโอกาสงานใหม่ที่เหมาะสมกับศักยภาพอย่างรวดเร็วที่สุด
การส่งมอบ Outplacement Solutions ที่มีมาตรฐาน ไม่เพียงแต่ช่วยเยียวยาและมอบอนาคตใหม่ให้แก่ผู้ที่ได้รับผลกระทบ เพื่อให้เขารู้ว่า สิ่งที่ควรรู้ หลังถูกบอกเลิกจ้าง นั้นมีกระบวนการเตรียมตัวอย่างไร แต่ในมุมขององค์กรเอง นี่คือเครื่องมือชั้นยอดในการรักษาเสถียรภาพภายใน รักษาความจงรักภักดีของพนักงานที่ยังอยู่ และส่งเสริมภาพลักษณ์การเป็นองค์กรที่มีธรรมาภิบาลและความรับผิดชอบต่อสังคมอย่างแท้จริง
เคียงข้างองค์กรและพนักงานในทุกการเปลี่ยนผ่าน
การปรับโครงสร้างองค์กรและการบอกลาพนักงานเป็นหนึ่งในภารกิจที่ยากลำบากและสะเทือนใจที่สุดสำหรับคนเป็นทรัพยากรบุคคล การมี Partner ระดับมืออาชีพที่มีประสบการณ์เข้ามาช่วยวางแผน ตั้งแต่การเตรียม Guideline การเทรนผู้บริหารในการสื่อสาร ไปจนถึงการดูแลพนักงานที่ได้รับผลกระทบ จะช่วยให้องค์กรของคุณก้าวผ่านช่วงเวลาแห่งความเปลี่ยนแปลงได้อย่างราบรื่น มั่นคง และสง่างามที่สุด
หากคุณกำลังมองหากลยุทธ์ในการบริหารจัดการการเปลี่ยนผ่านบุคลากร สามารถติดต่อรับคำปรึกษาและออกแบบโปรแกรม Outplacement by LHH Thailand ได้แล้ววันนี้ เพื่อร่วมสร้างวัฒนธรรมองค์กรที่แข็งแกร่งแม้ในวันที่ยากที่สุด