การปรับโครงสร้างองค์กรล้วนเริ่มจากเหตุผลทางธุรกิจ แต่หลังจากตัดสินใจแล้วสิ่งที่ตามมาคือรายละเอียดจำนวนมากที่ต้องจัดการให้สอดคล้องกัน ทั้งเรื่องคน กฎหมาย การสื่อสาร เอกสารและขั้นตอนต่าง ๆ ที่มีผลต่อพนักงานโดยตรง ซึ่งตรงนี้เองที่ HR และ Legal ต้องทำงานร่วมกันกว่าปกติ เพราะหากแต่ละฝ่ายวางแผนจากมุมของตัวเอง แม้ทุกคนจะทำหน้าที่ได้ถูกต้องในส่วนของตนก็ยังมีโอกาสเกิดช่องว่างระหว่าง “สิ่งที่องค์กรต้องการทำ” กับ “สิ่งที่พนักงานได้รับจริง”
บทบาทของ HR และ Legal
บทบาทของ HR
HR มักอยู่ใกล้กับพนักงานมากกว่า ทั้งการเตรียมการสื่อสาร การดูแลผู้จัดการ ไปจนถึงการรับมือกับคำถามและปฏิกิริยาที่เกิดขึ้นหลังการประกาศ
บทบาทของ Legal
ส่วน Legal จะมองอีกด้านหนึ่ง ตั้งแต่ข้อกฎหมาย เงื่อนไขการจ้าง เอกสาร สิทธิของพนักงาน ไปจนถึงความเสี่ยงที่อาจตามมาหากกระบวนการดำเนินการไม่รัดกุม
สองมุมนี้ต่างมีความสำคัญไม่ต่างกัน เพราะว่าปัญหาเกิดขึ้นเมื่อแต่ละฝ่ายเริ่มทำงานของตัวเองไปก่อนแล้วค่อยมาตรวจสอบกันในช่วงท้าย ตัวอย่างง่าย ๆ คือ HR อาจเตรียมข้อความที่ต้องการให้อ่านเข้าใจง่ายและเป็นธรรมชาติ แต่เมื่อ Legal เข้ามาตรวจภายหลัง อาจพบว่าบางคำมีความหมายกว้างเกินไปหรืออาจสร้างความเข้าใจที่ต่างจากสิ่งที่องค์กรสามารถยืนยันได้จริง สุดท้ายต้องแก้ข้อความใหม่ เปลี่ยนขั้นตอนหรืออธิบายกับผู้จัดการอีกครั้ง ทั้งที่หลายเรื่องสามารถจัดการได้ตั้งแต่ช่วงวางแผน
ความเสี่ยงไม่ได้อยู่ในเอกสารอย่างเดียว
เมื่อพูดถึง Legal Risk หลายองค์กรจะนึกถึงสัญญา หนังสือแจ้งหรือเอกสารที่ต้องถูกต้องตามกฎหมายก่อน แต่ในช่วง Workforce Transition ความเสี่ยงยังเกิดขึ้นระหว่างกระบวนการได้อีกหลายจุด พนักงานแต่ละคนจะได้รับข้อมูลไม่เหมือนกัน ผู้จัดการอาจอธิบายรายละเอียดต่างจากสิ่งที่เขียนไว้ในเอกสาร หรือคำตอบที่ได้รับจากคนละฝ่ายอาจไม่ตรงกัน
ในสถานการณ์ปกติเรื่องเหล่านี้เป็นเพียงความสับสนเล็กน้อย แต่เมื่อเกิดขึ้นในช่วงที่พนักงานกำลังเผชิญกับการเปลี่ยนแปลง ความไม่ชัดเจนเพียงจุดเดียวสามารถขยายเป็นข้อสงสัยต่อทั้งกระบวนการได้ง่ายมาก
Legal ช่วยกำหนดกรอบ ส่วน HR ทำให้กรอบนั้นใช้งานได้จริง
การทำงานร่วมกันที่ดีควรเริ่มก่อนถึงวันสื่อสารจริง Legal สามารถช่วยกำหนดว่าอะไรคือข้อมูลที่องค์กรยืนยันได้ ประเด็นใดต้องระวังและเรื่องไหนควรมีแนวทางตอบที่ชัดเจน จากนั้น HR จึงนำกรอบเหล่านั้นไปออกแบบเป็นกระบวนการที่ใช้ได้จริงกับคน ตั้งแต่ข้อความที่ส่งให้พนักงาน แนวทางสำหรับผู้จัดการ ไปจนถึงคำถามที่คาดว่าจะเกิดขึ้น วิธีนี้ช่วยลดสถานการณ์ที่ผู้จัดการต้องตัดสินใจเองหน้างานว่าอะไรพูดได้หรือไม่ได้ และลดโอกาสที่พนักงานจะได้รับข้อมูลหลายเวอร์ชันจากองค์กรเดียวกัน
การทำงานร่วมกันควรเริ่มตั้งแต่การออกแบบกระบวนการ
HR × Legal Collaboration จะมีประโยชน์มากที่สุดเมื่อทั้งสองฝ่ายเข้ามามีส่วนร่วมตั้งแต่ต้น ไม่ใช่รอให้ฝ่ายหนึ่งทำเสร็จก่อนแล้วส่งให้อีกฝ่ายตรวจ ก่อนเริ่มกระบวนการองค์กรควรเห็นภาพเดียวกันว่าใครเป็นผู้ได้รับผลกระทบ ขั้นตอนจะเกิดขึ้นอย่างไร ใครเป็นคนสื่อสารและแต่ละฝ่ายต้องรับผิดชอบอะไร เมื่อรายละเอียดเหล่านี้ชัด การเตรียมเอกสาร การเตรียมผู้จัดการและการจัดการคำถามหลังการสื่อสารก็จะเชื่อมกันได้ง่ายขึ้น
คำตอบจากองค์กรควรไปในทิศทางเดียวกัน
ช่วงการเปลี่ยนผ่าน พนักงานมักมีคำถามที่ละเอียดกว่าข้อมูลในประกาศ บางคำถามเกี่ยวกับสิทธิและเงื่อนไข บางคำถามเกี่ยวกับขั้นตอนต่อจากนี้ และบางเรื่องผู้จัดการอาจไม่มีอำนาจตอบเอง
HR และ Legal จึงควรตกลงแนวทางร่วมกันให้ชัดว่า คำถามประเภทใดผู้จัดการตอบได้ เรื่องใดควรส่งต่อและประเด็นไหนยังไม่ควรให้ข้อสรุปจนกว่าจะมีข้อมูลครบ สิ่งนี้ไม่ได้มีไว้เพื่อควบคุมทุกคำพูด แต่เพื่อป้องกันการให้ข้อมูลที่ขัดกันเอง และช่วยให้คนที่อยู่หน้างานไม่ต้องเดาคำตอบในสถานการณ์ที่มีความละเอียดอ่อน
ความโปร่งใสต้องมาพร้อมกับความแม่นยำ
หลายองค์กรอยากสื่อสารอย่างเปิดเผยมากที่สุดในช่วงที่มีการเปลี่ยนแปลงซึ่งเป็นเจตนาที่ดี แต่ความโปร่งใสไม่ได้หมายความว่าต้องตอบทุกเรื่องทันที หากข้อมูลบางส่วนยังอยู่ระหว่างการพิจารณา การระบุให้ชัดว่าส่วนใดเป็นข้อสรุปแล้วและส่วนใดยังอยู่ระหว่างดำเนินการ จะปลอดภัยกว่าการรีบให้คำตอบที่อาจต้องเปลี่ยนภายหลัง
ตรงนี้เป็นอีกจุดที่ HR และ Legal ช่วยกันได้ดี เพราะฝ่ายหนึ่งเข้าใจว่าพนักงานต้องการข้อมูลอะไร ขณะที่อีกฝ่ายช่วยกำหนดว่าข้อมูลระดับไหนสามารถสื่อสารได้อย่างเหมาะสมในเวลานั้น
การเปลี่ยนผ่านที่ดี ต้องออกแบบทั้งเรื่องคนและเรื่องความเสี่ยง
ในช่วง Restructuring หรือ Workforce Transition องค์กรไม่สามารถเลือกดูเพียงด้านใดด้านหนึ่งได้ หากกระบวนการถูกต้องในทางกฎหมาย แต่การสื่อสารสับสน ความเชื่อมั่นก็จะลดลง ในทางกลับกันหากองค์กรตั้งใจดูแลพนักงานอย่างดี แต่มีขั้นตอนบางส่วนที่ไม่รัดกุม ก็อาจสร้างปัญหาตามมาในภายหลัง
การให้ HR และ Legal ทำงานร่วมกันตั้งแต่ต้นจึงช่วยให้องค์กรมองเห็นทั้งสองด้านในเวลาเดียวกัน และตัดสินใจได้รอบคอบขึ้นก่อนที่เรื่องเล็กจะกลายเป็นปัญหาใหญ่ ผลที่ได้ไม่ได้มีเพียงเรื่องการลดความเสี่ยงด้านแรงงานสัมพันธ์ แต่ยังรวมถึงกระบวนการที่ชัดเจนขึ้น การสื่อสารที่ตรงกัน และความน่าเชื่อถือขององค์กรในช่วงเวลาที่พนักงานกำลังจับตามองทุกการเคลื่อนไหว
เพราะในวันที่องค์กรต้องตัดสินใจเรื่องยาก วิธีที่แต่ละฝ่ายทำงานร่วมกันเบื้องหลัง จะส่งผลโดยตรงต่อสิ่งที่พนักงานได้รับเมื่อกระบวนการนั้นเกิดขึ้นจริง