ไม่ใช่ทุกคนต้องกลับไปเป็นพนักงานประจำหลังถูกเลิกจ้าง

Published on
Written by

เมื่อการเปลี่ยนผ่านอาชีพอาจจะไม่ได้จบที่การหางานใหม่

เมื่อพูดถึงการถูกเลิกจ้างหรือการออกจากงาน ภาพแรกที่หลายคนนึกถึงคือการรีบอัปเดต Resume ส่งใบสมัครและพยายามกลับเข้าสู่ตลาดแรงงานให้เร็วที่สุด เหมือนกับว่าความสำเร็จของการเปลี่ยนผ่านจะเกิดขึ้นก็ต่อเมื่อเราได้งานประจำตำแหน่งใหม่ แต่ในความเป็นจริงแล้วเส้นทางอาชีพไม่ได้มีแค่รูปแบบเดียวอีกต่อไป

สำหรับบางคน การออกจากองค์กรกลับกลายเป็นช่วงเวลาที่ได้หยุดถามตัวเองเป็นครั้งแรกว่า “ถ้าไม่กลับไปเป็นพนักงานประจำ เราจะทำอะไรได้บ้าง” คำถามนี้ไม่ได้เกิดขึ้นเพราะพวกเขาไม่อยากทำงาน แต่เกิดขึ้นเพราะพวกเขาเริ่มมองเห็นความต้องการของตัวเองชัดขึ้น ยิ่งในโลกการทำงานยุค 2026 ที่กำลังบอกเราเสมอว่าเส้นชัยของความสำเร็จไม่ได้ถูกจำกัดอยู่แค่ในห้องทำงานสี่เหลี่ยมหรือตำแหน่งบนนามบัตรอีกต่อไป

ความสำเร็จของอาชีพไม่ได้มีแค่นิยามเดียว

ตั้งแต่ในอดีตที่เส้นทางอาชีพมักถูกมองเป็นเส้นตรงที่จะต้องเรียนจบ เข้าทำงาน เติบโตในองค์กร แล้วเกษียณ แต่ในปัจจุบันเส้นทางเหล่านั้นเริ่มหลากหลายขึ้น คนคนเดียวอาจเคยเป็นพนักงานประจำก่อนจะเปลี่ยนมาเป็น Freelance แล้วต่อยอดเป็นเจ้าของธุรกิจ หรือกลับเข้าสู่องค์กรอีกครั้งในฐานะที่ปรึกษา ไม่มีเส้นทางไหนถูกหรือผิด แต่สิ่งสำคัญคือเส้นทางนั้นสอดคล้องกับศักยภาพ เป้าหมายและช่วงเวลาของชีวิตหรือไม่ เพราะเมื่อเป้าหมายชีวิตของแต่ละคนไม่เหมือนกัน การเดินทางครั้งใหม่จึงไม่จำเป็นต้องจบลงที่คำว่า ‘มนุษย์เงินเดือน’ เสมอไป

Outplacement ที่ดีไม่ควรตัดสินแทนว่า “ทางไหนดีที่สุด”

เมื่อคนกำลังอยู่ในช่วงเปลี่ยนผ่านสิ่งสุดท้ายที่พวกเขาต้องการคือการถูกเร่งให้รีบตัดสินใจ บทบาทของ Outplacement จึงไม่ใช่การบอกว่าควรกลับไปทำงานประจำหรือควรลาออกมาเริ่มธุรกิจ แต่คือการช่วยให้ผู้คนมองเห็นทางเลือกที่หลากหลายมากขึ้นกว่าเดิม พร้อมประเมินข้อดี ข้อจำกัดและความเป็นไปได้ของแต่ละเส้นทางอย่างรอบด้าน

ซึ่งสำหรับบางคนการได้กลับเข้าสู่องค์กรอาจเป็นคำตอบที่เหมาะสม แต่สำหรับอีกหลายคน การเป็นผู้ประกอบการ การรับงานอิสระหรือการสร้างธุรกิจของตัวเองอาจจะเป็นจุดเริ่มต้นของชีวิตการทำงานที่ตอบโจทย์มากกว่าเดิม การตัดสินใจเหล่านี้จึงไม่ควรเกิดจากแรงกดดันทั้งจากตัวเองหรือจากคนรอบข้าง แต่ควรเกิดจากความเข้าใจความต้องการทั้งของตัวเองและบริบทของชีวิต

หน้าที่ของ Outplacement คือการ ‘เปิดทางเลือก’ ไม่ใช่ ‘ตีกรอบ’

ในฐานะผู้นำด้านการเปลี่ยนผ่านสายอาชีพ LHH เชื่อมั่นว่า กระบวนการดูแลพนักงานที่ต้องก้าวออกจากองค์กร (Outplacement) ที่มีประสิทธิภาพและเข้าถึงความเป็นมนุษย์มากที่สุด จะต้องไม่ทำหน้าที่ตัดสินแทนใครหรือพยายามต้อนทุกคนให้กลับเข้าสู่ระบบเดิมแบบไร้ทางเลือก

ตรงกันข้าม สิ่งที่คนทำงานในจุดเปลี่ยนผ่านต้องการมากที่สุดคือ ‘กระจกเงา’ และ ‘แผนที่’

  • กระจกเงา: ที่จะช่วยสะท้อนให้เห็นทักษะและศักยภาพที่ซ่อนอยู่ เพื่อให้พวกเขารู้ว่าตัวเองมีแต้มต่ออะไรในตลาด
  • แผนที่: ที่กางให้เห็นทางเลือกที่หลากหลาย ตั้งแต่การกลับเข้าสู่งานประจำ การเป็นฟรีแลนซ์ ไปจนถึงการเป็นผู้ประกอบการ พร้อมทั้งช่วยประเมินความพร้อมอย่างรอบด้าน ทั้งในแง่การเงิน การตลาด และจิตวิทยา

การเปลี่ยนผ่านที่ดี ต้องเกิดจากความพร้อมและการวางแผนอย่างเป็นระบบไม่ใช่แค่ตัดสินใจเลือกเดินเพียงเพราะความกดดันจากเวลาหรือสังคม

ก่อนเลือกเส้นทางใหม่ ต้องเข้าใจตัวเองก่อน

การเปลี่ยนผ่านอาชีพไม่ใช่แค่การเปลี่ยนสถานที่ทำงานแต่คือการออกแบบชีวิตใหม่อีกครั้ง ก่อนตัดสินใจเริ่มธุรกิจ รับงานอิสระหรือเปลี่ยนสาอาชีพ ล้วนมีคำถามสำคัญที่ควรตอบให้ได้ เช่น

  • เรามีจุดแข็งอะไรที่สามารถต่อยอดได้
  • รายได้และความมั่นคงที่ต้องการเป็นแบบไหน
  • พร้อมรับความเสี่ยงมากน้อยแค่ไหน
  • ทักษะที่มีอยู่ตอบโจทย์เส้นทางใหม่หรือยัง
  • ยังมีเรื่องใดที่ควรเรียนรู้เพิ่มเติมก่อนเริ่มต้น

เมื่อคำตอบเหล่านี้ชัดขึ้นการตัดสินใจก็มักมีเหตุผลมากกว่าการเลือกเพราะความกลัวหรือความเร่งรีบ

การเปลี่ยนผ่านที่ดี คือการได้เลือกชีวิตด้วยตัวเอง

สำหรับ LHH การช่วยให้คนก้าวต่อ ไม่ได้หมายถึงการช่วยให้ทุกคนกลับไปเป็นพนักงานประจำให้เร็วที่สุด แต่คือการช่วยให้แต่ละคนค้นพบเส้นทางที่เหมาะกับตัวเองที่สุด เพราะท้ายที่สุดแล้วจุดหมายของ Outplacement ไม่ใช่แค่การหางานใหม่ แต่คือการช่วยให้ผู้คนสามารถออกแบบชีวิตการทำงานบทต่อไป ด้วยความเข้าใจ ความพร้อมและความมั่นใจในเส้นทางที่ตัวเองเลือก